ตามการออกแบบของรถยนต์แต่ละประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์จากยุโรป มักจะออกแบบให้มีกำลังเกินพอโดยใช้นมหนูที่มีขนาดค่อนข้างโต จึงทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก แต่เราสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยเปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง แต่การที่จะใช้ขนาดเท่าใดนั้นจะต้องทดลองเปลี่ยนดู โดยซื้อนมหนูจากร้านที่ขายอะไหล่รถยนต์มาสัก 3-4 อัน (ราคาไม่แพงอันละประมาณ 5 บาท) โดยเทียบจากเบอร์ของนมหนูอันที่ใช้อยู่แล้วซื้อขนาดเล็กลงเพียงหนึ่งขั้น
การเปลี่ยนนมหนูทำได้โดยถอดกรองอากาศออก ถอด
การปรับแต่งอาจลงมือทำเองหรือให้ช่างที่ชำนาญทำก็ได้ แต่ถ้าทำเองได้จะประหยัดค่าแรงได้มาก รายการปรับแต่งได้แก่ การตรวจสอบไส้กรองอากาศทำความสะอาดหน้าทองขาวด้วยกระดาษทรายละเอียด ถ้าชำรุดหรือเป็นหลุมเป็นบ่อควรเปลี่ยนใหม่ แล้วตั้งระยะหน้าทองขาวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กำหนด เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ ทำความสะอาดหัวเทียน แล้วตั้งระยะเขี้ยวหัวเทียนใหม่
ถ้าในขณะเบรกรถยนต์ พบว่ามีเสียงดังออกมาจากเบรกที่ล้อ สาเหตุของอาการดังกล่าวอาจเนื่องมาจาก
เมื่อเหยียบแป้นเบรก ปรากฏว่าแป้นเบรกจมลึกลงไปมากกว่าปกติ แสดงว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งอาจเนื่องมาจาก
เมื่อเหยียบแป้นเบรกพบว่าเบรกไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ คือเหมือนกับว่ารถยนต์ไม่มีเบรกสาเหตุของอาการดังกล่าวอาจเนื่องมาจาก
1. ผ้าเบรกสกปรกมากจนเกิดอาการลื่นไถลอย่างมาก ควรถอดออกมาทำความสะอาด
2. ใช้น้ำมันเบรกไม่ถูกต้องหรือน้ำมันเบรกเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกใหม่
3. น้ำมันเบรกในระบบไม่เพียงพอ ควรเติมให้เต็ม
4. น้ำมันเบรกรั่วไหลจากระบบ ควรตรวจสอบหารอยรั่วแล้วซ่อมแซมให้เรียบร้อย
5. กลไกของแป้นเบรกขัดข้อง ซึ่งทำให้ไม่สามารถส่งแรงกระตุ้นแม่ปั๊มเบรกได้
6. แม่ปั๊มเบรกชำรุด อาจเป็นเพราะซีลภายในฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ ตรวจสอบหาจุดบกพร่องแล้วซ่อมแซมให้เรียบร้อย
7. ลูกปั๊มเบรกของเบรกแบบดรัมหรือคาลิเปอร์ของเบรกแบบดิสค์ชำรุด ตรวจสอบหาจุดบกพร่อง ถ้าซ่อมไม่ได้ควรเปลี่ยนใหม่
8. ปรับผ้าเบรกไม่เหมาะสม
9. ลูกสูบในลูกปั๊มหรือในคาลิเปอร์ติดตาย
10. สปริงที่แป้นเบรกอ่อนเกินไปหรือหัก
เบรกมีไว้สำหรับชะลออัตราเร็วหรือหยุดรถยนต์ เบรกจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจลน์ของรถยนต์เป็นพลังงานความร้อนที่เบรกและถ่ายเทสู่บรรยากาศภายนอก
เบรกโดยทั่วไปเป็นระยะไฮดรอลิกซึ่งอาจเป็นเบรกแบบดรัมหรือแบบดิสค์ แสดงหลักการทำงานของไฮดรอลิกในระบบเบรก แป้นเบรกจะกระตุ้นลูกสูบในแม่ปั๊ม แรงดันจากแม่ปั๊มจะถ่ายทอดไปยังลูกปั๊มที่ล้อทั้งสี่ ทำให้ลูกสูบที่ปั๊มแยกตัวออกจากกัน
ในกรณีที่พวงมาลัยหลวมเกินไป คือหมุนพวงมาลัยกลับไปกลับมาได้มากแต่ล้อไม่ขยับเคลื่อนที่ ปกติระยะหมุนฟรีของพวงมาลัยควรประมาณ 25 มิลลิเมตรหรือ 1 นิ้ว ถ้าระยะหมุนฟรีมากกว่านี้แสดงว่าหลวมเกินไป อาการพวงมาลัยหลวมอาจมีสาเหตุมาจาก
ในขณะเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ใดเกียร์หนึ่งไปเป็นเกียร์อื่น ๆ อาจกระทำยากเป็นบางเกียร์ หรือทุกเกียร์ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจาก
เทคนิคการใช้และดูแลรถอย่างง่าย ๆ เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน จากภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
เทคนิคการใช้รถและดูแลรถอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เราประหยัดน้ำมัน และค่าใช้จ่ายได้มาก
บางจาก ฯ จึงได้นำเทคนิควิธีการง่าย ๆ ที่เราคนไทยทุกคนสามารถทำได้ทันทีในชีวิตประจำวันมาฝาก
เพื่อช่วยประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายของคุณ และค่าใช้จ่ายของชาติ
ยิ่งอ้วนยิ่งเปลือง
รถไม่ใช่โกดังเก็บของ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรเก็บไว้กับรถ เพราะน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้น เพียง 10 กิโลกรัม
จะทำให้เปลือง ค่าน้ำมันมากขึ้นกว่า 60 บาท ต่อเดือน
เร็วคุณภาพ
เร็วอย่างมีคุณภาพ คือ ความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะประหยัดน้ำมัน
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวปีใหม่ที่ผ่านมา ก็ได้เตรียมรถให้พร้อม
ก่อนเดินทางไกลเป็นอย่างดีแล้ว แต่ครั้นเดินทางกลับมาจากท่องเที่ยวหรือไปต่างจังหวัด
มีความจำเป็นเพียงใดกับการเช็กสภาพรถยนต์หลังจากที่ได้ใช้งานมันมาอย่างหนัก
และถ้าจำเป็นที่จะต้องตรวจเช็กแล้ว เราจะต้องตรวจเช็กอะไร จุดไหนกันบ้าง
1. ตรวจสภาพรถ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้ายและสังเกตอาการผิดปรกติต่างๆของตัวรถ
เพื่อแก้ไขได้ทันท่วงที อย่าลืมนะว่าช่วงที่ผ่านมาใช้งานมันหนักขนาดไหน
บางคนขับลุยป่าลุยเขามาหลาย ๆ คันขับกันเป็นพันๆ กิโลเมตร
แน่นอนว่าของเหลวพวกน้ำมันต่างๆ ย่อมเสื่อมประสิทธิภาพลงไป
หากเปลี่ยนถ่ายได้ก็จะเป็นการดี เช่น พวกน้ำมันเครื่อง เป็นต้น
2. ตรวจสภาพยางรถ
ถึงแม้ยางรถยนต์ของคุณจะเป็นยางใหม่ก็ตาม ดอกยางยังไม่เสื่อม
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดการบุบสลายของยาง ยิ่งรถที่วิ่งทางไกลและขับลุยเส้นทางโหดๆ
ขึ้นเขาลงห้วยมาด้วยแล้ว ควรจะตรวจเช็กสภาพยางด้วย ดีไม่ดีอาจจะเห็นรอยลึก
รอยปริแตก หรือไม่ก็เจอตะปูตำอยู่ก็เป็นได้
3. ตรวจเช็กระบบไฟ
ระบบไฟนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งตัวเอง
ผู้โดยสารและผู้คนที่ใช้เส้นทางร่วมกับคุณ
ควรตรวจเช็กไฟต่างๆ มีความพร้อมดีหรือไม่ ทั้งไฟส่องทาง ไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟเบรก
4. ตรวจเช็กระบบเบรก
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง รวมถึงผู้ใช้ถนนด้วยกัน
ยิ่งคุณใช้งานหนักมาจากการเดินทางไกลด้วย ดังนั้นควรตรวจเช็กสภาพเบรกให้มีประสิทธิภาพ
ถ้ารู้ว่าเบรกไม่ค่อยอยู่ก็ควรเข้าอู่หรือศูนย์ปรับตั้งเบรก หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าเบรกก็ต้องทำ
5. ตรวจเช็กหม้อน้ำ
น้ำในหม้อน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของรถ ยิ่งรถคุณมีอายุการใช้งานมากปีและขับขี่มาไกล
ระดับน้ำในหม้อน้ำอาจหดหาย หรืออาจจะเกิดชำรุดที่หม้อน้ำ ก็อาจจะส่งผลเสียใหญ่ตามมา
ดังนั้นนอกจากจะต้องตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำให้เป็นปรกติแล้ว ต้องสำรวจสภาพหม้อน้ำ ท่อยาง
เหล็กรัดท่อยาง ฝาหม้อน้ำด้วย ที่สำคัญควรตรวจเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำเป็นประจำทุกวัน
6. ระบบอากาศ
เริ่มตั้งแต่ไส้กรองอากาศ ถอดมาทำความสะอาดให้เรียบร้อย หากไส้กรองอากาศสกปรกมาก
นอกจากจะทำให้เครื่องยนต์หลวม และยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากอีกด้วย
รวมถึงการเช็กท่อยางดูดอากาศว่า มีรอย รั่วหรือชำรุดหรือไม่
หากรถคุณมีอินเตอร์และท่อยางอินเตอร์ก็ต้องตรวจดูด้วยว่าหลุดหลวมจุดใดบ้าง
เทคนิคและข้อแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับการเช็กรถหลังจากเดินทางไกล
ที่กองบรรณาธิการนำเสนอนี้ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถจะนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
หากนำไปปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเกิดความปลอดภัย
และประหยัดเงินในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ได้เลยทีเดียว
ที่มา http://www.carvariety.com