<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.4" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Car</title>
	<link>http://car.post-machine.com</link>
	<description>คู่มือ ความรู้เรื่องรถ และการใช้ถนน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Dec 2009 09:03:03 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>กลยุทธ์พิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่</title>
		<description>คุณๆคนไหนเริ่มหัดขับรถ หวังจะไปทำใขบับขี่ ทั้งไม่เคยผ่านสนามสอบจริงมาก่อน คงแอบมีกังวลกันบ้าง
มีขั้นตอนน่ารู้พร้อมข้อมูลที่ (มั่นใจ)ให้ประโยชน์ มาบอก ‘มือใหม่หัดสอบ’ไว้ใช้จริงในสนาม มาฝากกันค่ะ

สอบทฤษฎี

ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้เตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูป 2 ใบ
และใบรับรองแพทย์ ไปยื่นคำร้องที่กรมขนส่งใกล้บ้าน

จากนั้นไปทดสอบตาบอดสีจากเครื่องทดสอบหรือแผ่นภาพ โดยอยู่ห่างในระดับสายตาประมาณ 3 เมตร
และให้อ่านแต่ละสีไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถแก้ตัวใหม่ในวันนั้น หรือวันทำการถัดไป

ต่อด้วยเข้ารับการอบรมกฎจราจรประมาณ 2.5 ชม.
(มี 2 รอบ 08.30 น. และ 13.30 น.) ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมนี้

ตามด้วยสอบข้อเขียน ที่มีทั้งหมด 30 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 22 คะแนน จึงจะถือว่าสอบผ่าน

สอบปฏิบัติ
(สามารถนำรถไปเองหรือไปเช่าสอบก็ได้) โดยเริ่มสอบจาก

การเดินหน้า/ถอยหลังเข้าซอง โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อต้องไม่ทับเส้น
การจอดเทียบฟุตบาทต้องห่างไม่เกิน 25 ซม.
การสอบหยุดรถไม่ทับ และห้ามเกิน 1 เมตรหลังเส้นให้หยุด
การกลับรถในช่องเดินรถ ที่มีหลักตั้งขนานกัน ...</description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=378</link>
			</item>
	<item>
		<title>กลวิธีเดินทางให้เซฟน้ำมัน</title>
		<description>ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ในฐานะนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นวิทยากรและนักเขียนที่เชี่ยวชาญ
ในด้านสิ่งแวดล้อม มักใช้ข้อเขียนบอกเล่าถึงการอยู่บนโลกใบนี้อย่างประหยัด โดยเฉพาะพลังงาน

ครั้งนี้ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์มีข้อเสนอให้กับทุกคนนำไปปฏิบัติเองได้ เริ่มต้นที่การเดินทางขนส่งใช้น้ำมันเป็นหลัก ที่ว่า

1) ทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของความเร็วของรถยนต์ที่เพิ่มมากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จะทำให้รถยนต์คันนั้นสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่น หากเราขับรถด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าจุดที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดอยู่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เทียบกับการขับรถด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การที่ทุกคนขับรถเร็วสูงกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดความเร็วลง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ประเทศและเจ้าของรถยนต์ที่ลดความเร็วลงนั้น จะประหยัดน้ำมันลงได้ร้อยละ 10 ทันที ไม่มีการลงทุน
ไม่ต้องรอเวลา 5 ปี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่ เพื่อมาผลิตไบโอดีเซลที่ทดแทนน้ำมันได้ร้อยละ 10 เท่ากัน

2) ส่วนเจ้าของรถทำได้ทันทีคือการเอาน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็นออก
โดยเฉพาะที่อยู่นอกตัวรถ เช่น ตะแกรงบรรทุกของบนหลังคารถ
การใส่ตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่มีการบรรทุกสิ่งของ จะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานของลม
ทำให้เสียน้ำมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ร้อยละ 10-15 หากต้องการบรรทุกของควรบรรทุกภายในรถ ...</description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=375</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่5</title>
		<description>เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน

ความเชื่อผิด :
บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรีเป็นระยะยาว
คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้

ความเป็นจริง :
เมื่อใช้บริการจริงกลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่
จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด
เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาทจะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกันในระยะยาว
ได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกันที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้น
เช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด

การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู
เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็ยังดี
และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน !

http://www.car-2-buy.com </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=373</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่ 4</title>
		<description>รถเต็นท์ราคาแพง - รถบ้านราคาถูก

ความเชื่อผิด :
ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ
เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ
ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า
แต่รถบ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ที่ประกาศไว้
หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น
ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้

ความเป็นจริง :
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่ง
เงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่า
แช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน
ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=371</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่3</title>
		<description>เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก

ความเข้าใจผิด :
แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทางหรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า
ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้
เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆรับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น
แต่ผู้ซื้อก็อดไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ
บางคนยังไล่ไปดูร่องรอยการรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิดว่า
เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บางคันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก

ความเป็นจริง :
ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัดเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ
ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบนหน้าปัด
เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอล
โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้าจนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น
เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=369</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ &#8230;เมื่อจะซื้อรถมือสอง  ตอนที่2</title>
		<description>สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่

ความเชื่อผิด :
ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า
รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมา
หรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี
และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด

ความเป็นจริง :
สีสวยแต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้วหรือทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ
จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้อง
เกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย
ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควร
จะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน
สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถ
ปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้องสีเดิมโดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน
เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย
ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ

ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ
ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน
ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ
และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย ...</description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=365</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ &#8230;เมื่อจะซื้อรถมือสอง  ตอนที่1</title>
		<description>การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร
ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่...บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง
แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้

เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ - รถบ้านต้องสภาพดีกว่า

ความเชื่อผิด :
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสองจากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย
สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์ ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต
ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน
หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง
ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว

ความเป็นจริง : 
ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและ
การใช้งานของเจ้าของเดิมและการปรับสภาพของผู้ขาย
(ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม)เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ
เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน
แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ
รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่ายและสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวน
กลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง
เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ

ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้อง
สภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขาย
ทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย
หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน
สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ
และที่สำคัญคือ ...</description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=362</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไม่ควรถอดเทอร์โมสแตตออก</title>
		<description> เทอร์โมสแตตในระบบระบายความร้อนมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา  ในขณะที่เริ่มใช้งานใหม่เทอร์โมสแตตจะปิด  ทำให้เครื่องยนต์ร้อนเร็วและเมื่อถึงอุณหภูมิทำงาน  เทอร์โมสแตตจะเปิดออกเพื่อให้น้ำจากหม้อน้ำไหลเข้าสู่เครื่องยนต์  เทอร์โมสแตตจะเปิดและปิดสลับกันไป  เมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นเปลี่ยนแปลงซึ่งช่วยรักษาอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สูงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง

ถ้าถอดเทอร์โมสแตตออก  จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนช้ากว่าปกติ  เพระน้ำหล่อเย็นจากหม้อน้ำจะไหลเข้าเครื่องยนต์ตั้งแต่เริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่ ๆ  ดังนั้นช่วงเวลาก่อนที่เครื่องยนต์จะร้อนถึงอุณหภูมิทำงานของมันจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก

  </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=359</link>
			</item>
	<item>
		<title>เปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง</title>
		<description>

 ตามการออกแบบของรถยนต์แต่ละประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์จากยุโรป  มักจะออกแบบให้มีกำลังเกินพอโดยใช้นมหนูที่มีขนาดค่อนข้างโต จึงทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก  แต่เราสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยเปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง  แต่การที่จะใช้ขนาดเท่าใดนั้นจะต้องทดลองเปลี่ยนดู  โดยซื้อนมหนูจากร้านที่ขายอะไหล่รถยนต์มาสัก 3-4 อัน (ราคาไม่แพงอันละประมาณ 5 บาท)  โดยเทียบจากเบอร์ของนมหนูอันที่ใช้อยู่แล้วซื้อขนาดเล็กลงเพียงหนึ่งขั้น

การเปลี่ยนนมหนูทำได้โดยถอดกรองอากาศออก  ถอดฝาคาร์บูเรเดอร์ออก  จะเห็นนมหนูอยู่ที่ก้นห้องลูกลอย  ใช้ไขควงหมุนนมหนูออกและทดลองใส่อันใหม่เข้าไปโดยเรียงจากเบอร์ใหญ่ไปเล็ก  ถ้าใช้นมหนูเล็กเกินไป  เครื่องยนต์จะเดินสะดุด  เร่งไม่ขึ้น มีอาการกระตุก ทดลองจนได้อันที่เหมาะสมแล้วจึงปรับแต่งจานจ่ายใหม่  เพื่อปรับเวลาการจุดระเบิดใหม่โดยตั้งไฟให้แก่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ทั้งนี้เพราะส่วนผสมจะจางลงเล็กน้อย

การกระทำเช่นนี้อาจทำให้กำลังเครื่องยนต์ตกลงเล็กน้อย  ซึ่งถ้าไม่สังเกตแล้วอาจไม่รู้สึกตัว </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=357</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปรับแต่งเครื่องยนต์ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม</title>
		<description> การปรับแต่งอาจลงมือทำเองหรือให้ช่างที่ชำนาญทำก็ได้  แต่ถ้าทำเองได้จะประหยัดค่าแรงได้มาก  รายการปรับแต่งได้แก่  การตรวจสอบไส้กรองอากาศทำความสะอาดหน้าทองขาวด้วยกระดาษทรายละเอียด ถ้าชำรุดหรือเป็นหลุมเป็นบ่อควรเปลี่ยนใหม่  แล้วตั้งระยะหน้าทองขาวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กำหนด เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ ทำความสะอาดหัวเทียน  แล้วตั้งระยะเขี้ยวหัวเทียนใหม่  ถ้าขั้วหัวเทียนชำรุดหรือสึกหรอมากควรเปลี่ยนใหม่  ตั้งจานจ่ายใหม่ให้ได้เวลาการจุดระเบิดเหมาะสม  ซึ่งอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย  แต่ใช้การสังเกตอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์  และอาการในขณะเร่งเครื่องยนต์  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญและทำบ่อย ๆ และปรับแต่งอัตราเร็วรอบเดินเบาให้เหมาะสม  รถยนต์ที่ปรับแต่งดีจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น  และยังช่วยปรับปรุงสมรรถนะให้ดีอีกด้วย  ซึ่งสามารถช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 3-9% </description>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=355</link>
			</item>
</channel>
</rss>
