<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Car</title>
	<atom:link href="http://car.post-machine.com/Index.php?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://car.post-machine.com</link>
	<description>คู่มือ ความรู้เรื่องรถ และการใช้ถนน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 31 Dec 2009 09:03:03 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>กลยุทธ์พิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=378</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=378#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Dec 2009 09:03:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคนิคการขับรถ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=378</guid>
		<description><![CDATA[คุณๆคนไหนเริ่มหัดขับรถ หวังจะไปทำใขบับขี่ ทั้งไม่เคยผ่านสนามสอบจริงมาก่อน คงแอบมีกังวลกันบ้าง
มีขั้นตอนน่ารู้พร้อมข้อมูลที่ (มั่นใจ)ให้ประโยชน์ มาบอก ‘มือใหม่หัดสอบ’ไว้ใช้จริงในสนาม มาฝากกันค่ะ
สอบทฤษฎี
ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้เตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูป 2 ใบ
และใบรับรองแพทย์ ไปยื่นคำร้องที่กรมขนส่งใกล้บ้าน
จากนั้นไปทดสอบตาบอดสีจากเครื่องทดสอบหรือแผ่นภาพ โดยอยู่ห่างในระดับสายตาประมาณ 3 เมตร
และให้อ่านแต่ละสีไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถแก้ตัวใหม่ในวันนั้น หรือวันทำการถัดไป
ต่อด้วยเข้ารับการอบรมกฎจราจรประมาณ 2.5 ชม.
(มี 2 รอบ 08.30 น. และ 13.30 น.) ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมนี้
ตามด้วยสอบข้อเขียน ที่มีทั้งหมด 30 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 22 คะแนน จึงจะถือว่าสอบผ่าน
สอบปฏิบัติ
(สามารถนำรถไปเองหรือไปเช่าสอบก็ได้) โดยเริ่มสอบจาก
การเดินหน้า/ถอยหลังเข้าซอง โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อต้องไม่ทับเส้น
การจอดเทียบฟุตบาทต้องห่างไม่เกิน 25 ซม.
การสอบหยุดรถไม่ทับ และห้ามเกิน 1 เมตรหลังเส้นให้หยุด
การกลับรถในช่องเดินรถ ที่มีหลักตั้งขนานกัน 2 แถว
โดยต้องกลับรถไม่ชน หรือ เบียดหลัก (ไม่เปลี่ยนเกียร์เกินกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong>คุณๆคนไหนเริ่มหัดขับรถ หวังจะไปทำใขบับขี่ ทั้งไม่เคยผ่านสนามสอบจริงมาก่อน คงแอบมีกังวลกันบ้าง<br />
มีขั้นตอนน่ารู้พร้อมข้อมูลที่ (มั่นใจ)ให้ประโยชน์ มาบอก ‘มือใหม่หัดสอบ’ไว้ใช้จริงในสนาม มาฝากกันค่ะ<span id="more-378"></span></p>
<p><strong>สอบทฤษฎี</strong></p>
<p>ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้เตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูป 2 ใบ<br />
และใบรับรองแพทย์ ไปยื่นคำร้องที่กรมขนส่งใกล้บ้าน</p>
<p>จากนั้นไปทดสอบตาบอดสีจากเครื่องทดสอบหรือแผ่นภาพ โดยอยู่ห่างในระดับสายตาประมาณ 3 เมตร<br />
และให้อ่านแต่ละสีไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถแก้ตัวใหม่ในวันนั้น หรือวันทำการถัดไป</p>
<p>ต่อด้วยเข้ารับการอบรมกฎจราจรประมาณ 2.5 ชม.<br />
(มี 2 รอบ 08.30 น. และ 13.30 น.) ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมนี้</p>
<p>ตามด้วยสอบข้อเขียน ที่มีทั้งหมด 30 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 22 คะแนน จึงจะถือว่าสอบผ่าน</p>
<p><strong>สอบปฏิบัติ</strong><br />
(สามารถนำรถไปเองหรือไปเช่าสอบก็ได้) โดยเริ่มสอบจาก</p>
<p>การเดินหน้า/ถอยหลังเข้าซอง โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อต้องไม่ทับเส้น<br />
การจอดเทียบฟุตบาทต้องห่างไม่เกิน 25 ซม.<br />
การสอบหยุดรถไม่ทับ และห้ามเกิน 1 เมตรหลังเส้นให้หยุด<br />
การกลับรถในช่องเดินรถ ที่มีหลักตั้งขนานกัน 2 แถว<br />
โดยต้องกลับรถไม่ชน หรือ เบียดหลัก (ไม่เปลี่ยนเกียร์เกินกว่า 7 ครั้ง)</p>
<p>การหยุดและออกรถบนทางลาด ให้ขับที่ความเร็ว 20-30 กม./ชม.<br />
แล้วหยุดในแนวเส้นที่กำหนด ต้องไม่ล้ำหรือต่ำเกินกว่า 1 เมตร</p>
<p>การหยุดรถและออกรถบนเนิน ต้องขับรถบนเนินหรือสะพานโค้ง<br />
แล้วหยุดรถบนเชิงลาดของเนินให้กันชนหน้าอยู่ระหว่าง กึ่งกลางเนิน แล้วออกรถข้ามเนินอย่างปลอดภัย<br />
(เครื่องยนต์ต้องไม่ดับเกิน 2 ครั้ง)</p>
<p>การขับรถตามเครื่องหมายจราจรไม่น้อยกว่า 5 ป้ายเครื่องหมาย<br />
โดยใช้สัญญาณไฟ หรือสัญญาณมือ ทั้งต้องปฏิบัติตาม เครื่องหมายจราจรบนผิวถนนด้วย</p>
<p>โดยการทดสอบขับรถทุกชนิดให้ทดสอบเพียง 3 ข้อ จาก 7 ข้อ (ตามความเหมาะสมของสนามทดสอบ)<br />
หากมีจุดใดไม่ผ่านต้องมาสอบใหม่วันอื่น และเมื่อสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 1 ปี<br />
จากนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลมีกำหนด 1 ปี<br />
เมื่อครบกำหนดจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดตลอดชีพได้<br />
หากขาดอายุเกิน 1 ปี ท่านจะต้องทดสอบสายตาบอดสี และข้อเขียนใหม่<br />
หากขาดอายุเกิน 3 ปี จะต้องทำการทดสอบใหม่ทั้งหมด</p>
<p>ที่มา http://www.lisathailand.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=378</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลวิธีเดินทางให้เซฟน้ำมัน</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=375</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=375#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Dec 2009 08:58:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เคล็ดไม่ลับของรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ในฐานะนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นวิทยากรและนักเขียนที่เชี่ยวชาญ
ในด้านสิ่งแวดล้อม มักใช้ข้อเขียนบอกเล่าถึงการอยู่บนโลกใบนี้อย่างประหยัด โดยเฉพาะพลังงาน
ครั้งนี้ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์มีข้อเสนอให้กับทุกคนนำไปปฏิบัติเองได้ เริ่มต้นที่การเดินทางขนส่งใช้น้ำมันเป็นหลัก ที่ว่า
1) ทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของความเร็วของรถยนต์ที่เพิ่มมากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จะทำให้รถยนต์คันนั้นสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่น หากเราขับรถด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าจุดที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดอยู่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เทียบกับการขับรถด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การที่ทุกคนขับรถเร็วสูงกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดความเร็วลง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ประเทศและเจ้าของรถยนต์ที่ลดความเร็วลงนั้น จะประหยัดน้ำมันลงได้ร้อยละ 10 ทันที ไม่มีการลงทุน
ไม่ต้องรอเวลา 5 ปี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่ เพื่อมาผลิตไบโอดีเซลที่ทดแทนน้ำมันได้ร้อยละ 10 เท่ากัน
2) ส่วนเจ้าของรถทำได้ทันทีคือการเอาน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็นออก
โดยเฉพาะที่อยู่นอกตัวรถ เช่น ตะแกรงบรรทุกของบนหลังคารถ
การใส่ตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่มีการบรรทุกสิ่งของ จะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานของลม
ทำให้เสียน้ำมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ร้อยละ 10-15 หากต้องการบรรทุกของควรบรรทุกภายในรถ ส่วนสิ่งของที่
ไม่จำเป็นไม่ควรบรรทุกไว้ในรถ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานให้กับล้อรถ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
3) ส่วนที่จะทำให้ประเทศชาติและคุณประหยัดทั้งเงินและพลังงานเป็นจำนวนมหาศาล คือ
การใช้รถสาธารณะหรือคาร์พูล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ในฐานะนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม<br />
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นวิทยากรและนักเขียนที่เชี่ยวชาญ<br />
ในด้านสิ่งแวดล้อม มักใช้ข้อเขียนบอกเล่าถึงการอยู่บนโลกใบนี้อย่างประหยัด โดยเฉพาะพลังงาน</p>
<p>ครั้งนี้ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์มีข้อเสนอให้กับทุกคนนำไปปฏิบัติเองได้ เริ่มต้นที่การเดินทางขนส่งใช้น้ำมันเป็นหลัก ที่ว่า<span id="more-375"></span></p>
<p>1) ทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของความเร็วของรถยนต์ที่เพิ่มมากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
จะทำให้รถยนต์คันนั้นสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่น หากเราขับรถด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าจุดที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดอยู่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เทียบกับการขับรถด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
การที่ทุกคนขับรถเร็วสูงกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดความเร็วลง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง<br />
ประเทศและเจ้าของรถยนต์ที่ลดความเร็วลงนั้น จะประหยัดน้ำมันลงได้ร้อยละ 10 ทันที ไม่มีการลงทุน<br />
ไม่ต้องรอเวลา 5 ปี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่ เพื่อมาผลิตไบโอดีเซลที่ทดแทนน้ำมันได้ร้อยละ 10 เท่ากัน</p>
<p>2) ส่วนเจ้าของรถทำได้ทันทีคือการเอาน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็นออก<br />
โดยเฉพาะที่อยู่นอกตัวรถ เช่น ตะแกรงบรรทุกของบนหลังคารถ<br />
การใส่ตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่มีการบรรทุกสิ่งของ จะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานของลม<br />
ทำให้เสียน้ำมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ร้อยละ 10-15 หากต้องการบรรทุกของควรบรรทุกภายในรถ ส่วนสิ่งของที่<br />
ไม่จำเป็นไม่ควรบรรทุกไว้ในรถ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานให้กับล้อรถ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น</p>
<p>3) ส่วนที่จะทำให้ประเทศชาติและคุณประหยัดทั้งเงินและพลังงานเป็นจำนวนมหาศาล คือ<br />
การใช้รถสาธารณะหรือคาร์พูล การไปไหนมาไหนด้วยกัน<br />
นอกจากจะเป็นการประหยัดโดยการแชร์ค่าโดยสารแล้ว ยังจะทำให้ถนนมีจำนวนรถน้อยลง ปัญหาจราจรติดขัด<br />
ปัญหาอากาศเป็นพิษในเมือง และปัญหาโลกร้อนด้วย<br />
การที่เจ้าของรถหนึ่งคนไปทำงานโดยคาร์พูลหนึ่งวันต่อสัปดาห์ ทำให้เขาผู้นั้นลดการใช้น้ำมันลงได้ร้อยละ 20<br />
และลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันลงได้ร้อยละ 20 ด้วย<br />
การวางแผนการเดินทางที่ดีทำให้ไม่หลงทาง หรือไปติดอยู่บนถนนโดยไม่จำเป็น<br />
หรือการไม่ติดต่อนัดแนะกับผู้ที่จะเดินทางไปหาอย่างดี อาจเสียเที่ยวในการเดินทาง เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดย<br />
เปล่าประโยชน์อีกด้วย การรวบกิจกรรมหลายๆ กิจกรรมในการใช้รถแต่ละครั้งจะลดการใช้น้ำมันและค่าใช้จ่ายได้</p>
<p>4) การซื้อรถยนต์คันต่อไปควรซื้อรถที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา<br />
จะประหยัดน้ำมันกว่ารถขนาดใหญ่และหนัก เมื่อเปรียบเทียบรถยนต์ที่มีขนาดของเครื่องยนต์ใกล้เคียงกัน<br />
รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลจะมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน<br />
ส่วนผู้ที่ซื้อรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อใช้ในเมือง ควรเดินทางระหว่างเมืองหรือเดินทางระยะไกลด้วยรถสาธารณะ<br />
หรือเช่ารถที่เหมาะสม เป็นครั้งเป็นคราวไป</p>
<p>ทำเท่านี้ก็ &#8220;อยู่ได้อย่างดี ไม่ต้องมีน้ำมัน&#8221; จริงหรือไม่จริง</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป<br />
รถยนต์ไฮบริดจ์ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเดินเครื่องอย่างสม่ำเสมอเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนแบตเตอรี่ใน<br />
การขับเคลื่อน เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่เหยียบเบรกหรือลงจากเนินสูง<br />
พลังงานที่ได้จากการเบรกหรือรถที่ไหลลงจากที่สูงจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ขับเคลื่อนต่อไป</p>
<p>ขณะที่รถจอดบนถนนจราจรติดขัด เครื่องยนต์จะดับโดยอัตโนมัติ แล้วใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทน<br />
เพื่อลดมลพิษในอากาศจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ รถไฮบริดจ์ยังมีราคาแพงมากในปัจจุบัน<br />
แต่เมื่อเป็นที่นิยมของตลาดมีการผลิตมากขึ้น ราคาจะถูกลงในอนาคต<br />
เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดที่ได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพสูงกว่าในอดีตมาก</p>
<p>และนั่นสมควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านการยกเว้นภาษี<br />
เพื่อลดต้นทุนการผลิตและราคาขาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง</p>
<p>ที่มา มติชน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=375</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่5</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=373</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=373#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2009 08:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อรถยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=373</guid>
		<description><![CDATA[เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน
ความเชื่อผิด :
บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรีเป็นระยะยาว
คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้
ความเป็นจริง :
เมื่อใช้บริการจริงกลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่
จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด
เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาทจะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกันในระยะยาว
ได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย
ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกันที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้น
เช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด
การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู
เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็ยังดี
และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน !
http://www.car-2-buy.com
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน</strong></p>
<p><strong>ความเชื่อผิด :</strong><br />
บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรีเป็นระยะยาว<br />
คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้</p>
<p><strong>ความเป็นจริง :</strong><br />
เมื่อใช้บริการจริงกลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่<br />
จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด<br />
เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาทจะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกันในระยะยาว<br />
ได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย</p>
<p><strong>ความเข้าใจที่ถูกต้อง :</strong><br />
ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกันที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้น<br />
เช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด</p>
<p>การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู<br />
เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมากแต่ก็ยังดี<br />
และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน !</p>
<p>http://www.car-2-buy.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=373</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่ 4</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=371</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=371#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Dec 2009 08:52:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อรถยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=371</guid>
		<description><![CDATA[รถเต็นท์ราคาแพง &#8211; รถบ้านราคาถูก
ความเชื่อผิด :
ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ
เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ
ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า
แต่รถบ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ที่ประกาศไว้
หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น
ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้
ความเป็นจริง :
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่ง
เงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่า
แช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง
ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน
ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รถเต็นท์ราคาแพง &#8211; รถบ้านราคาถูก</strong></p>
<p><strong>ความเชื่อผิด :</strong><br />
ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ<br />
เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ<br />
ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า<br />
แต่รถบ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ที่ประกาศไว้<br />
หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น<br />
ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้</p>
<p><strong>ความเป็นจริง :</strong><br />
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่ง<br />
เงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่า<br />
แช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง</p>
<p><strong>ความเข้าใจที่ถูกต้อง :</strong><br />
ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน<br />
ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=371</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ …เมื่อจะซื้อรถมือสอง ตอนที่3</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=369</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=369#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Dec 2009 08:50:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อรถยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=369</guid>
		<description><![CDATA[เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก
ความเข้าใจผิด :
แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทางหรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า
ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้
เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆรับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น
แต่ผู้ซื้อก็อดไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ
บางคนยังไล่ไปดูร่องรอยการรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิดว่า
เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บางคันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก
ความเป็นจริง :
ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัดเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ
ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบนหน้าปัด
เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอล
โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้าจนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้
ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น
เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก</strong></p>
<p><strong>ความเข้าใจผิด :</strong><br />
แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทางหรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า<br />
ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้<br />
เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆรับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น<br />
แต่ผู้ซื้อก็อด<span id="more-369"></span>ไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ<br />
บางคนยังไล่ไปดูร่องรอยการรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิดว่า<br />
เปลี่ยนแปลงจากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บางคันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก</p>
<p><strong>ความเป็นจริง :</strong><br />
ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัดเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ<br />
ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบนหน้าปัด<br />
เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอล<br />
โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้าจนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้</p>
<p><strong>ความเข้าใจที่ถูกต้อง :</strong><br />
เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น<br />
เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=369</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ &#8230;เมื่อจะซื้อรถมือสอง  ตอนที่2</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=365</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=365#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2009 08:47:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อรถยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=365</guid>
		<description><![CDATA[สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่
ความเชื่อผิด :
ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า
รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมา
หรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี
และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด
ความเป็นจริง :
สีสวยแต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้วหรือทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ
จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้อง
เกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย
ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควร
จะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน
สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถ
ปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้องสีเดิมโดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน
เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย
ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย
ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ
ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ
ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน
ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ
และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะไม่ใช่สีสวยแล้วตัวถังต้องดีเสมอไป
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่</strong></p>
<p><strong>ความเชื่อผิด :</strong><br />
ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า<br />
รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมา<br />
หรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี<br />
และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด</p>
<p><strong>ความเป็นจริง :</strong><br />
สีสวยแต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้วหรือ<span id="more-365"></span>ทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ<br />
จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้อง<br />
เกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย<br />
ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควร<br />
จะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน<br />
สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถ<br />
ปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้องสีเดิมโดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน<br />
เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย<br />
ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย<br />
ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ</p>
<p><strong>ความเข้าใจที่ถูกต้อง :</strong><br />
สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ<br />
ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด<br />
หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน<br />
ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ<br />
และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะไม่ใช่สีสวยแล้วตัวถังต้องดีเสมอไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=365</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ &#8230;เมื่อจะซื้อรถมือสอง  ตอนที่1</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=362</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=362#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Dec 2009 08:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ซื้อรถยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร
ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่&#8230;บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง
แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้
เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ &#8211; รถบ้านต้องสภาพดีกว่า
ความเชื่อผิด :
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสองจากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย
สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์ ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต
ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน
หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง
ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว
ความเป็นจริง : 
ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและ
การใช้งานของเจ้าของเดิมและการปรับสภาพของผู้ขาย
(ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม)เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ
เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน
แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ
รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่ายและสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวน
กลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง
เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ
ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้อง
สภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขาย
ทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย
หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน
สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ
และที่สำคัญคือ ชื่อในสมุดทะเบียน จะไม่ใช่ผู้ขายคนนั้น
ส่วนรถบ้านแท้ๆ ขายโดยเจ้าของจริง ไม่จำเป็นว่ารถจะมีสภาพดี
เพราะเขาอาจจะดูแลรถมาไม่ดี จนเต็นท์ไม่รับซื้อหรือไม่รับเทิร์น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร<br />
ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่&#8230;บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง<br />
แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้</p>
<p><strong>เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ &#8211; รถบ้านต้องสภาพดีกว่า</strong></p>
<p><strong>ความเชื่อผิด :</strong><br />
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสอง<span id="more-362"></span>จากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า<br />
เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย<br />
สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น<br />
แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์ ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต<br />
ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน<br />
หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง<br />
ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว</p>
<p><strong>ความเป็นจริง : </strong><br />
ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและ<br />
การใช้งานของเจ้าของเดิมและการปรับสภาพของผู้ขาย<br />
(ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม)เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ<br />
เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน<br />
แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ<br />
รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่ายและสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวน<br />
กลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง<br />
เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ</p>
<p>ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้อง<br />
สภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขาย<br />
ทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย<br />
หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน<br />
สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ<br />
และที่สำคัญคือ ชื่อในสมุดทะเบียน จะไม่ใช่ผู้ขายคนนั้น</p>
<p>ส่วนรถบ้านแท้ๆ ขายโดยเจ้าของจริง ไม่จำเป็นว่ารถจะมีสภาพดี<br />
เพราะเขาอาจจะดูแลรถมาไม่ดี จนเต็นท์ไม่รับซื้อหรือไม่รับเทิร์น เลยต้องมาขายเอง<br />
เป็นเรื่องแปลกที่รถบ้านซึ่งซ่อมแบบขอไปที ไม่ถูกเรียกว่าย้อมแมว</p>
<p><strong>ความเข้าใจที่ถูกต้อง :</strong><br />
ให้ความเป็นกลางในใจในเรื่องของแหล่งที่ขาย<br />
ให้คิดว่าไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็มีโอกาสถูกย้อมแมวได้พอกัน จะได้ไม่ชะล่าใจ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=362</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ควรถอดเทอร์โมสแตตออก</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=359</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=359#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 09:28:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลรักษารถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์และส่วนประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โมสแตต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[ เทอร์โมสแตตในระบบระบายความร้อนมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา  ในขณะที่เริ่มใช้งานใหม่เทอร์โมสแตตจะปิด  ทำให้เครื่องยนต์ร้อนเร็วและเมื่อถึงอุณหภูมิทำงาน  เทอร์โมสแตตจะเปิดออกเพื่อให้น้ำจากหม้อน้ำไหลเข้าสู่เครื่องยนต์  เทอร์โมสแตตจะเปิดและปิดสลับกันไป  เมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นเปลี่ยนแปลงซึ่งช่วยรักษาอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สูงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง
ถ้าถอดเทอร์โมสแตตออก  จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนช้ากว่าปกติ  เพระน้ำหล่อเย็นจากหม้อน้ำจะไหลเข้าเครื่องยนต์ตั้งแต่เริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่ ๆ  ดังนั้นช่วงเวลาก่อนที่เครื่องยนต์จะร้อนถึงอุณหภูมิทำงานของมันจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong>เทอร์โมสแตตในระบบระบายความร้อนมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา  ในขณะที่เริ่มใช้งานใหม่เทอร์โมสแตตจะปิด  ทำให้เครื่องยนต์ร้อนเร็วและเมื่อถึงอุณหภูมิทำงาน  เทอร์โมสแตตจะเปิดออกเพื่อให้น้ำจากหม้อน้ำไหลเข้าสู่เครื่องยนต์  เทอร์โมสแตตจะเปิดและปิดสลับกันไป  เมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นเปลี่ยนแปลงซึ่งช่วยรักษาอุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่สม่ำเสมอ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สูงอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง</p>
<p>ถ้าถอดเทอร์โมสแตตออก  จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนช้ากว่าปกติ  เพระน้ำหล่อเย็นจากหม้อน้ำจะไหลเข้าเครื่องยนต์ตั้งแต่เริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ใหม่ ๆ  ดังนั้นช่วงเวลาก่อนที่เครื่องยนต์จะร้อนถึงอุณหภูมิทำงานของมันจะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก</p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=359</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=357</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=357#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Dec 2009 09:25:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลรักษารถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเช็คเครื่องยนต์และการแก้ไข]]></category>
		<category><![CDATA[นมหนู]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=357</guid>
		<description><![CDATA[
 ตามการออกแบบของรถยนต์แต่ละประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์จากยุโรป  มักจะออกแบบให้มีกำลังเกินพอโดยใช้นมหนูที่มีขนาดค่อนข้างโต จึงทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก  แต่เราสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยเปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง  แต่การที่จะใช้ขนาดเท่าใดนั้นจะต้องทดลองเปลี่ยนดู  โดยซื้อนมหนูจากร้านที่ขายอะไหล่รถยนต์มาสัก 3-4 อัน (ราคาไม่แพงอันละประมาณ 5 บาท)  โดยเทียบจากเบอร์ของนมหนูอันที่ใช้อยู่แล้วซื้อขนาดเล็กลงเพียงหนึ่งขั้น
การเปลี่ยนนมหนูทำได้โดยถอดกรองอากาศออก  ถอดฝาคาร์บูเรเดอร์ออก  จะเห็นนมหนูอยู่ที่ก้นห้องลูกลอย  ใช้ไขควงหมุนนมหนูออกและทดลองใส่อันใหม่เข้าไปโดยเรียงจากเบอร์ใหญ่ไปเล็ก  ถ้าใช้นมหนูเล็กเกินไป  เครื่องยนต์จะเดินสะดุด  เร่งไม่ขึ้น มีอาการกระตุก ทดลองจนได้อันที่เหมาะสมแล้วจึงปรับแต่งจานจ่ายใหม่  เพื่อปรับเวลาการจุดระเบิดใหม่โดยตั้งไฟให้แก่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ทั้งนี้เพราะส่วนผสมจะจางลงเล็กน้อย
การกระทำเช่นนี้อาจทำให้กำลังเครื่องยนต์ตกลงเล็กน้อย  ซึ่งถ้าไม่สังเกตแล้วอาจไม่รู้สึกตัว
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong></p>
<p><strong> </strong>ตามการออกแบบของรถยนต์แต่ละประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์จากยุโรป  มักจะออกแบบให้มีกำลังเกินพอโดยใช้นมหนูที่มีขนาดค่อนข้างโต จึงทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก  แต่เราสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยเปลี่ยนขนาดนมหนูให้เล็กลง  แต่การที่จะใช้ขนาดเท่าใดนั้นจะต้องทดลองเปลี่ยนดู  โดยซื้อนมหนูจากร้านที่ขายอะไหล่รถยนต์มาสัก 3-4 อัน (ราคาไม่แพงอันละประมาณ 5 บาท)  โดยเทียบจากเบอร์ของนมหนูอันที่ใช้อยู่แล้วซื้อขนาดเล็กลงเพียงหนึ่งขั้น</p>
<p>การเปลี่ยนนมหนูทำได้โดยถอดกรองอากาศออก  ถอด<span id="more-357"></span>ฝาคาร์บูเรเดอร์ออก  จะเห็นนมหนูอยู่ที่ก้นห้องลูกลอย  ใช้ไขควงหมุนนมหนูออกและทดลองใส่อันใหม่เข้าไปโดยเรียงจากเบอร์ใหญ่ไปเล็ก  ถ้าใช้นมหนูเล็กเกินไป  เครื่องยนต์จะเดินสะดุด  เร่งไม่ขึ้น มีอาการกระตุก ทดลองจนได้อันที่เหมาะสมแล้วจึงปรับแต่งจานจ่ายใหม่  เพื่อปรับเวลาการจุดระเบิดใหม่โดยตั้งไฟให้แก่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  ทั้งนี้เพราะส่วนผสมจะจางลงเล็กน้อย</p>
<p>การกระทำเช่นนี้อาจทำให้กำลังเครื่องยนต์ตกลงเล็กน้อย  ซึ่งถ้าไม่สังเกตแล้วอาจไม่รู้สึกตัว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=357</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับแต่งเครื่องยนต์ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม</title>
		<link>http://car.post-machine.com/?p=355</link>
		<comments>http://car.post-machine.com/?p=355#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Dec 2009 09:23:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลรักษารถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเช็คเครื่องยนต์และการแก้ไข]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์ดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์เเก็สโซลีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://car.post-machine.com/?p=355</guid>
		<description><![CDATA[ การปรับแต่งอาจลงมือทำเองหรือให้ช่างที่ชำนาญทำก็ได้  แต่ถ้าทำเองได้จะประหยัดค่าแรงได้มาก  รายการปรับแต่งได้แก่  การตรวจสอบไส้กรองอากาศทำความสะอาดหน้าทองขาวด้วยกระดาษทรายละเอียด ถ้าชำรุดหรือเป็นหลุมเป็นบ่อควรเปลี่ยนใหม่  แล้วตั้งระยะหน้าทองขาวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กำหนด เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ ทำความสะอาดหัวเทียน  แล้วตั้งระยะเขี้ยวหัวเทียนใหม่  ถ้าขั้วหัวเทียนชำรุดหรือสึกหรอมากควรเปลี่ยนใหม่  ตั้งจานจ่ายใหม่ให้ได้เวลาการจุดระเบิดเหมาะสม  ซึ่งอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย  แต่ใช้การสังเกตอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์  และอาการในขณะเร่งเครื่องยนต์  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญและทำบ่อย ๆ และปรับแต่งอัตราเร็วรอบเดินเบาให้เหมาะสม  รถยนต์ที่ปรับแต่งดีจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น  และยังช่วยปรับปรุงสมรรถนะให้ดีอีกด้วย  ซึ่งสามารถช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 3-9%
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong>การปรับแต่งอาจลงมือทำเองหรือให้ช่างที่ชำนาญทำก็ได้  แต่ถ้าทำเองได้จะประหยัดค่าแรงได้มาก  รายการปรับแต่งได้แก่  การตรวจสอบไส้กรองอากาศทำความสะอาดหน้าทองขาวด้วยกระดาษทรายละเอียด ถ้าชำรุดหรือเป็นหลุมเป็นบ่อควรเปลี่ยนใหม่  แล้วตั้งระยะหน้าทองขาวใหม่ให้ถูกต้องตามที่กำหนด เปลี่ยนคอนเดนเซอร์ ทำความสะอาดหัวเทียน  แล้วตั้งระยะเขี้ยวหัวเทียนใหม่ <span id="more-355"></span> ถ้าขั้วหัวเทียนชำรุดหรือสึกหรอมากควรเปลี่ยนใหม่  ตั้งจานจ่ายใหม่ให้ได้เวลาการจุดระเบิดเหมาะสม  ซึ่งอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย  แต่ใช้การสังเกตอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์  และอาการในขณะเร่งเครื่องยนต์  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญและทำบ่อย ๆ และปรับแต่งอัตราเร็วรอบเดินเบาให้เหมาะสม  รถยนต์ที่ปรับแต่งดีจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น  และยังช่วยปรับปรุงสมรรถนะให้ดีอีกด้วย  ซึ่งสามารถช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 3-9%</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://car.post-machine.com/?feed=rss2&amp;p=355</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
