Archive for October, 2009

เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ อาจมีสาเหตุมาจาก

-ปรับคาร์บูเรเตอร์ให้เครื่องเดินช้าไม่ได้ที่

-สายไฟแรงสูงหลุด

-หัวเทียนไม่ดี

การปรับคาร์บูเรเตอร์เพื่อให้เครื่องเดินช้าได้ที่ดีหรือยัง

โดยมากสาเหตุที่เครื่องยนต์ดับง่ายเมื่อเดินช้าแต่เดินเรียบเมื่อเดินเร็ว มักมาจากการปรับตั้งคาร์บูเรเตอร์ให้เครื่องเดินช้ายังไม่ได้ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเกิดขึ้นจากการที่ปรับให้เครื่องเดินช้าเกินไปไม่ได้มาตรฐาน ถ้าเป็นเช่นนี้ให้ปรับให้เครื่องเดินเร็วขึ้น

ท่านอาจปรับคาร์บูเรเตอร์ให้เครื่องยนต์เดินเร็วขึ้นได้โดยใช้วิธี

มอเตอร์สตาร์ทหมุน แต่เครื่องยนต์ไม่ติด หรื่อเครื่องยนต์ติดแต่เดินไม่เรียบ มักมีสาเหตุมาจาก

- น้ำมันหมด

- น้ำมันท่วมในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์

- น้ำมันไม่ขึ้นถึงคาร์บูเรเตอร์

- เครื่องยนต์ร้อนจัดเกินไป

- ไม่มีประกายไฟหรือมีประกายไฟอ่อนมากที่หัวเทียน

ถ้ามอเตอร์สตาร์ทและเครื่องยนต์หมุนสม่ำเสมอดี เมื่อกดสวิทช์สตาร์ท แต่เครื่องยนต์ทำอย่างไรก็ไม่ยอมติด เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าแบตเตอรี่และระบบสตาร์ทไม่มีอะไรเสีย

เพื่อจะให้เครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมอดีจำเป็นจะต้องพร้อมด้วยตัวประกอบสามประการคือ

เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด หรือ สตาร์ทติดยาก อาจมีสาเหตุมาจาก

มอเตอร์สตาร์ทขัดข้องเมื่อเปิดสวิทช์สตาร์ท จะมีเสียงดังแช้ด  แช้ด  แช้ด เครื่องยนต์หมุนช้าๆ แต่ไม่ติด หรือมักเสียงดังกริ๊ก กริ๊ก กร๊ก ในเครื่องยนต์ มักมีสาเหตุมาจาก

- แบตตเตอรี่มีไฟไม่พอ

-ขั้วแบตเตอรี่ต่อไว่ไม่ดี

-สายไฟที่สวิทช์สตาร์ทต่อไว้ไม่ดี

-มอเตอร์สตาร์ทไม่ดี

ก่อนอื่นลองบีบแตรและให้เปิดไฟหน้าดู ถ้าเสียงแตรไม่ดังและไฟหน้าหรี่ ให้ตรวจสอบดูที่ขั้วแบตเตอรี่ว่าสายไฟต่อไว้เรียบร้อยหรืไม่ มีขี้เกลือขาวๆจับขั้วแบตเตอรี่หรือไม่ ถ้ามีขี้เกลือจับอยู่ให้เทน้ำร้อนราดขั้วแบตเตอรี่ หรือถูขี้เกลือขาวๆออกให้หมด และตรวจดูปริมาณน้ำยาในแบตเตอรี่ว่ามีพอหรือไม่ ถ้ามีระดับต่ำกว่าขีดสองขีดขนานกันทางแนวราบที่ทำเป็นเครื่องหมายไว้ที่ข้างหม้อแบตเตอรี่ ให้เติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับพอดี

ถ้าแตรดังเป็นปกติ และโคมไฟสว่าง สาเหตุการขัดข้องอาจมาจาก สวิทช์มอเตอร์สตาร์ทเสียหรือตัวมอเตอร์สตาร์ทเสียเอง ให้ตรวจสอบง่ายๆ ดังนี้

พวงมาลัยเพาเวอร์รถยนต์
car_variety_2_04
ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอันก้าวล้ำที่คอยช่วยให้เราๆ ท่านๆ ใช้รถได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงที่น่าจะถูกอกถูกใจเป็นพิเศษ เอาง่ายๆ แค่อุปกรณ์พื้นฐานอย่างเกียร์อัตโนมัติ, พวงมาลัยเพาเวอร์, กระจกมองข้างและกระจกบานข้างแบบไฟฟ้า ที่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ไปแล้วล่ะครับสำหรับรถยนต์ในปัจจุบัน ใครที่เคยขับรถยุคเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วคงเคยจำอารมณ์ที่ต้องโหนพวงมาลัยแบบเพาเย่อ, เหยียบคลัทช์, ปรับกระจกมองข้างแบบปรับกับหมุนเอากระจกบานข้างด้วยมือหมุนได้ (“นาย T” สัมผัสมาหมดแล้ว) ที่พอมาขับรถยุคนี้แล้วมันสบายกว่ากันเยอะเลยล่ะครับ

-ตัวถังรถ

เป็นส่วนประกอบภายนอกที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนอื่นๆ รถที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่เเข็งเเรงเเละให้ความปลอดภัยเเก่ผู้ใช้ ส่วนมากทำจากเหล็ก โดยผลิตเเบบเเยกส่วนเพื่อความสะดวกในการประกอบโครงสร้าง ในปัจจุบันหันมานิยมใช้ กล๊าสรอินฟอร์ซ พลาสติก ซึ่งทำมาจากยางโพลีเอสเตอร์หรืออีปอกซี่ ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายตัว

-คลัทช์

ทำหน้าที่ปลดกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อขับเคลื่อน เมื่อทำการเปลี่ยนเกียร์หรือตอนสตาร์ทเครื่องทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์หรือเข้าเกียร์ได้อย่างนิ่มนวล เเละในการสตาร์ทเครื่องทำให้เครื่องยนต์สามรถเพิ่มความเร็วจนพอเพียงต่อการออกรถ

เมื่อเหยียบคลัทช์ จะมี 3 ส่วนเเยกจากกันคือ ล้อช่วยเเรง เเผ่นคลัทช์ เเละเเผ่นกดประกบตัวล้อช่วยเเรงนั้นติดอยู่กับเพลาข้อเหวี่ยงเเละหมุนไปด้วยกัน

ส่วนประกอบของรถยนต์ เเบ่งได้เป็นส่วนประกอบภายใน คือ ระบบพวงมาลัย เกียร์ รถยนต์ คลัทช์ เบรกรถยนต์ เเอร์รถยนต์ เเละส่วนประกอบภายนอก คือ ตัวถังรถ เเละยาง

-ระบบพวงมาลัย

เป็นระบบที่ช่วยควบคุมทิศทางการขับขี่  ระบบพวงมาลัยที่ดีจะต้องไม่ทำให้ล้อลื่นไถลหรือทำให้ยางถูไปทางด้านข้างขณะเลี้ยว(Concering Force)เเละยังต้องทำให้เเรงกระเเทกระหว่างยางกับถนนถูกส่งผ่านไปยังพวงมาลัยน้อยที่สุด เเละให้การออกเเรงพวงมาลัยน้อยด้วยส่วนประกอบต่างๆของระบบพวงมาลัยมีดังนี้ พวงมาลัย ขายึดเเกนพวงมาลัย เเกนพวงมาลัย หน้าเเปลนพวงมาลัย ยางข้อต่อ กระปุกเกียร์พวงมาลัย เเขนเกียร์พวงมาลัยหรือเเขนพิทเเมน คันชักคันส่งกลาง คันชักคันส่งล่าง เเละเขียนดึงกลับ

อ่านต่อ….คลิ๊กที่ชื่อบทความ

ระบบการกรองที่ดีนั้นมีผลต่อความคงทนของเครื่องยนต์ประกอบด้วย
1)หม้อกรองอากาศ เครื่องยนต์สันดาปภายในทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรื่อเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนก็ตาม จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเข้าไปผสมกับเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดการสันดาปภายในกระบอกสูบของเครื่องยนต์ ออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาปได้มาจากอากาศในบรรยากาศทั่วๆไป ที่มีฝุ่นละอองเเละสิ่งสกปรกปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีหม้อกรองอากาศสะกัด

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในรถยนต์มี 2 เเบบ คือ

1)ไดนาโม ทำหน้าที่กำเนิดกระเเสไฟฟ้าเพื่ออัดไฟให้แก่เเบตเตอรี่ โดยไดนาโมจะเริ่มกำเนิดกระเเสไฟฟ้าที่ใช้ในการอัดไฟนี้ที่ความเร็วของเครื่องยนต์มากกว่าตอนเดินเครื่องปกติเท่านั้น ไดนาโมประกอบด้วยฝาครอบนอก ลักษณะเป็นทรงกระบอก เเละมีขดลวดเเม่เหล็กไฟฟ้า2 ชุดเรียกว่าฟิลด์ คอยด์ (field coils) ติดอยู่ภายใน ระหว่างขดลวด 2 ชุดนี้จะมีขดลวดทองเเดงอีกหลายชุดประกอบกันเรียก อาร์เมเจอร์ ป็นเเกนกล่งของไดนาโม ที่ปลายของอาร์เมเจอร์มีลักษะคล้ายปลอกทองเเดงซึ่งเป็นจุดรวมของปลายขดลวด เรียก คอมมิวเตเตอร์

นับได้ว่าเป็นหัวใจของระบบไฟฟ้า เป็นเเหล่งกำเนิดพลังงานในการหมุนให้เครื่องยนต์ติดเครื่องได้ เบตเตอรี่มีหลักการทำงานเเบบง่ายๆคือ การเปลี่ยนพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเมื่อเครื่องทำงานเเล้วเยนเนอเรเตอร์(Generator)จะเปลี่ยนเป็นพลังงานกลที่เหลือใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าเเล้วมาเก็บไว้ในเเบตเตอรี่ในรูปของพลังงานเคมีไว้ใช้ต่อไป

เเบตเตอรี่ชนิดเเห้ง(dry charged) ซึ่งเป็นที่นิยมกันเพราะไม่ได้ใส่กรดกำมะถันไว้นานๆในการติดตั้งก็ทำเหมือนเเบบธรรมดา เพียงเเต่ว่าจะต้องเติมน้ำกรดกำมะถันขนาดเหมาะสมลงไป ตามปกติเเล้วเมื่อเติมน้ำกรดเเล้วไม่ต้องอัดเพิ่มไฟเพิ่ม นอกจากว่าเราเก็บเเบตเตอรี่นั้นไว้ในที่อากาศเย็น (ต่ำกว่า 40 ํ ฟ)

ในการบำรุงรักษาเเบตเตอรี่ที่ถูกต้อง จะต้องคอยตรวจระดับน้ำกรดอยู่เสมอ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง เพราะว่าเมื่อใช้งานมีปฏิกิริยากลับไปกลับมาทำให้น้ำระเหยไปเรื่อยๆจึงต้องมีการเติมน้ำกลั่น ปัญหาที่จะทำให้เเบตเตอรี่เสื่อมเร็ว คือการใช้งานเกินกำลังหรือลัดวงจร