-ตัวถังรถ

เป็นส่วนประกอบภายนอกที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนอื่นๆ รถที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่เเข็งเเรงเเละให้ความปลอดภัยเเก่ผู้ใช้ ส่วนมากทำจากเหล็ก โดยผลิตเเบบเเยกส่วนเพื่อความสะดวกในการประกอบโครงสร้าง ในปัจจุบันหันมานิยมใช้ กล๊าสรอินฟอร์ซ พลาสติก ซึ่งทำมาจากยางโพลีเอสเตอร์หรืออีปอกซี่ ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายตัวเมื่อโดนความร้อนมาทำตัวถังรถ

ตัวถังรถต้องมีความเเข็งเเรงพอสำหรับการรับน้ำหนักรถเเละเครื่องยนต์ เเละไม่ยุบเมื่อรับเเรงกระเเทกเพียงเล็กน้อย ตัวรถที่ให้ความปลอดภัยมากที่สุดเป็นตัวรถเเบบเเยกส่วน คือส่วนกลางที่เป็นส่วนของผู้ขับเเละผู้โดยสารนั่ง จะสร้างให้เเข็งเเรงที่สุด อีก 2 ส่วนคือส่วนหน้าเเละหลังรถที่ต่อประกอบส่วนกลางจะยุบง่ายกว่าเมื่อถูกชน ตัวถังรถจะมีฐานรถเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งบางประเภทจะสร้างฐานรถเเยกชิ้นกับตัวรถ ที่เรียกว่า เเชลซีส (Chassis) ซึ่งพบมากในรถอเมริกัน ถ้าเป็นเเชลซีสที่ทำด้วยท่อขนาดเล็ก โครงสราง . มิติ จะสามารถลดเเรงกระเเทกให้ความปลอดภัเเก่ผู้โดยสารได้

-ยางรถยนต์

เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยการเคลื่อนที่ของรถยนต์ ช่วยสร้างความปลอดภัยเเก่ตัวรถเเละแก่นักขับตลอดจนผู้โดยสาร เป็นตัวช่วยระงับการสะเทือนขั้นเเรกของรถยนต์เเละรองรับน้ำหนักของรถยนต์ ยางรถยนต์มีโครงสร้างประกอบด้วย เนื้อยาง โครงยาง ขอบลวด ดอกยาง บ่ายาง เเละ เเก้มยาง ที่ใช้กีนมี 2 ประเภท คือ ยางประเภทใช้ยางในเเละยางประเภทไม่ใช้ยางใน

1.ยางประเภทใช้ยางใน (Conventional Tire With Tube) เป็นยางที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเเต่มีข้อเสียที่ว่า หากถูกตะปูหรื่อของเเหลมคมทิ่มตำ จะทำให้ยางเกิดระเบิดทันที ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายถึงชีวิต หรือรถยนต์ได้

2.ยางประเภทไม่ใช้ยางใน (Tubeless Tire) เเบบนี้จะมีไลเนอร์ (Inner Liner)เป็นตัวป้องกันการรั่วซึมของลมยางภายใน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือยางประเภทนี้ใช้ยางนอกเเทนยางในไปในตัว ข้อดีของยางประเภทนี้ คือ เมื่อถูกตะปูหรือของเเหลมคมทิ่มตำ จะไม่ทำให้ยางระเบิดขึ้นทันที เเต่จะรั่วซึมออกทีละน้อย เนื่องจากยางจะบีบตัวช่วยอุดรอยรั่วไว้ทำให้ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ เเละบางทีอาจขับต่อไปได้ถึงจุดมุ่งหมายโดยไม่ต้องเปลี่ยนหรือปะยาง นอกจากนั้นน้ำหนักยางยังเบากว่า ระบายความร้อนได้ดีกว่าเเบะสะดวกต่อการอุดรอยรั่วโดยไม่ต้องถอดล้อออก เเต่ข้อเสียที่ว่าหากว่ารอยรั่วค่อนข้างใหญ่ หรือรั่วซ้ำที่เดิม เเต่จะอุดรอยรั่วไม่ค่อยอยู่

ยางที่ใช้กันทั่วไปมี 2 ประเภท คือ ยางธรรมดาเเละยางเรเดียล โครงสร้างของยางธรรมดาประกอบขึ้นด้วยชั้นผ้าใบไขว้ไปมาโดยเอียงทำมุมประมาณ 35 ํ กับเส้นรอบวงของยาง จำนวนชั้นผ้าใบใช้ขึ้นอยู่กับความเเข็งเเรงของยางที่ต้องการ ยางธรรมดาให้การขับขี่ที่สบาย บังคับเลี้ยวได้ง่ายในขณธวิ่งด้วยอัตราเร็วต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเลี้ยวเข้าจอดรถยนต์ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกอีกด้วย

สำหรับเรเดียลนั้นนิยมใช้กันมากในปัจจุบันโครงสร้างของยางเรเดียลประกอบด้วยชั้นผ้าใบพันรอบยางในทิศทางทำมุม 90 ํ กับเส้นรอบวงของยาง จึงเรียกว่าเเนวเรเดียล ใต้ดอกยางมีชั้นผ้าใบหรือเเถบเหล็กกล้าเสริมหน้ายาง ยางเรเดียลมีความยืดหยุ่นสูงกว่าย่งธรรมดา เเต่มีความเเข็งเเรงกว่าซึ่งมีผลให้การขับขี่ไม่ค่อยสบายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผิวถนนไม่เรียบ ยางเรเดียลยึดถนนได้ดีกว่ายางธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเลี้ยวโค้ง อายุการใช้งานของยางเรเดียลสูงกว่ายางธรรมดาเเละมีราคาเเพงกว่า

ข้อได้เปรียบของยางเรเดียลคือ ให้ความปลอดภัยในขณะขับขี่เพราะยึดเกาะถนนได้ดี ถึงเเท้ว่าถนนจะเปียกน้ำก็ตาม ทั้งนี้เพราะหน้ายางเรียบเบนเเละสัมผัสผิวถนนตลอดทั้งหน้ายางในขณะเลี้ยวโค้ง เเละดอกยางได้รับการออกเเบบให้สามารถรีดน้ำได้ดี ทำให้ดอกยางสัมผัสผิวถนนได้ดีในขณะถนนเปียกน้ำ

ข้อเสียเปรียบของยางเรเดียลคือ ให้การขับขี่ที่ไม่ค่อยสบายเมื่อรถยนต์มีอัตราเร็วค่อนข้างต่ำเเละในขณะเลี้ยวเข้าจอดรถยนต์จะต้องใช้เเรงหมุนพวงมาลัยค่อนข้างมาก

เพื่อความปลอดภัยไม่ควรใช้ยางเรเดียลผสมกับยางธรรมดาเเบบเเกนเพลาเดียวกัน ควรใช้ยางเรเดียลทุกล้อหรือยางธรรมดาทุกล้อ รวมถึงยางอะไหล่ด้วย

การออกเเบบขนาดของยางขึ้นอยู่กับเส้นผ่าศุนย์กลางภายนอกของยาง เส้นผ่าศูนย์กลางของขอบล้อความกว้างของหน้ายาง ความลึกของยาง

ในกรณีของยางเรเดียลจะมีตัวอักษร R รมอยู่ด้วย เเละตัวอักษรข้างหน้า R อาจเป็น S,H หรือ V ถ้าเป็น S หมายถึง อัตราเร็วสูงสุดของยางเป็น 180 กิโลเมตร / ชั่วโมง ตัวอักษร H เเสดงอัตราเร็วสูงสุดเป็น 210 กิโลเมตร / ชั่วโมง เเละตัวอักษร V เเสดงอัตราเร็วสูงกว่า 210 กิโลเมตร / ชั่วโมง

Random Posts